0
Your Cart
0
Your Cart

ยุคสงครามน้ำมันแพง เราจะยังแคร์สิ่งแวดล้อมไปทำไม?

ช่วงนี้เรากำลังจับตาดูราคาต้นทุนหลายๆ อย่างของธุรกิจที่มันจะค่อยๆ แพงขึ้น หลายอย่างมันก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอย่างสิ้นเชิงอย่างค่าวัตถุดิบ สารตั้งต้น บรรจุภัณฑ์พลาสติกต่างๆ แต่บางอย่างเราก็ยังพอจะปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้มันถูกลงนะ

โชคดีที่ BUBBLE ใช้รถไฟฟ้า 100% ในทุกกระบวนการตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งการส่งของไปมาจากโรงงานถึงโกดัง แล้วเราเองก็ใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นทุกการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ คิดเป็นการปล่อยคาร์บอน = 0 อยู่แล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายที่ลงบัญชีแน่นอนว่าต่ำกว่าเจ้าอื่นที่ใช้รถน้ำมันแน่

นี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เราปรับเปลี่ยนได้ แน่นอนว่ารถ EV มันไม่ใช่ราคาถูก (แต่ก็ถูกกว่ารถน้ำมันแล้วนะ) แต่มันอยู่ที่เราจะเลือก พวกเราอาจบังเอิญโชคดีที่มองเห็นว่าในระยะยาวการลงทุนใช้ EV สำหรับการดำเนินการธุรกิจนี้ตั้งแต่แรก มันคุ้มค่ากว่าจริงๆ

แล้วใครจะคิดว่าสงครามในตะวันออกกลางมันจะมาเกิดในตอนนี้ แล้วใครจะคิดว่ามันจะนำไปสู่วิกฤติพลังงานได้เร็วขนาดนี้ แทบไม่ต่างจากตอนเกิดโควิดเลย ทุกคนก็ต้องพยายามปรับตัวกันอย่างด่วน กับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นภายในไม่ถึงเดือน ซึ่งกระทบต่อต้นทุนดำเนินการทั้งหมด แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมาถามเราว่า “สถานการณ์แบบนี้ ธุรกิจคุณจะยังมัวมาแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่อีกเหรอ เอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั้ย” เราเข้าใจความหวังดีของผู้ถามนะ แต่เราตอบกลับไปแบบนี้ครับ

สงครามครั้งนี้มันสอนอะไรเรา?

มันสอนว่าถ้าธุรกิจเราพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันแค่อย่างเดียว เพียงเพราะที่ผ่านมาเราทำแบบนั้น แล้วส่วนใหญ่เขาก็ทำกัน แล้วเราพร้อมกับคนส่วนใหญ่ก็จะโดนเล่นงานทุกครั้งที่โลกมีปัญหา โดยไม่มีทางเลือก เหมือนถ้าเราเปิดร้านโดยที่ต้องรอ supplier แค่รายเดียวส่งของให้ แล้วถ้า supplier รายนี้จู่ๆ เขาอยากขึ้นราคา เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยอมให้กำไรลดลง

เช่นเดียวกัน คิดว่าสงครามครั้งนี้มันทำให้หลายธุรกิจเริ่มคิดได้อยู่แล้วล่ะ ว่าเราต้องมีทางเลือกในเรื่องพลังงานอื่นเอาไว้ด้วย การใช้รถพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 3-4 ปีก่อน อาจถูกมองว่าโลกสวย แต่ในวันนี้เห็นแล้วใช่มั้ยว่าคนที่มี Fleet EV อยู่ในมือ กลายเป็นผู้มาก่อนกาล

การเลือกใช้พลังงานสะอาดมันไม่ใช่แค่เรื่องแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

ถ้ามองให้ขาด ไม่ได้มองแค่ราคาต้นทุนแรกเริ่ม โครงสร้างราคาทั้งหมดของ EV Ecosystem มันทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในมิติอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการ Maintenance ที่ราคามันถูกกว่ามากในระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อง บวกกับแนวโน้มของผู้ผลิตที่จะแข่งขันกันทำราคาให้ถูกลงได้อีก

Fleet EV ที่ Maintenance ต่ำ ค่าพลังงานต่ำ ถึงค่าไฟอาจแพงขึ้น แต่ไฟฟ้าก็มีความยืดหยุ่นในเรื่องของแหล่งพลังงานที่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะ Solar ที่ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว ด้วยราคาที่ถูกลงมา นี่ยังไม่รวมการใช้วัตถุดิบทางเลือกแทนพลาสติก ที่สามารถทำได้มากกว่านี้อีก ที่เราสามารถจัดการต้นทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม

แล้วทำไมเราถึงจะไม่แคร์สิ่งแวดล้อม

ในเมื่อเราทำได้โดยที่ไม่ได้ลำบากมากจะเกินไป อย่าลืมว่าภาวะโลกร้อนมันก็ยังอยู่ สองปีที่ผ่านมา น้ำท่วม ฝนแล้ง อากาศแปรปรวน มันล้วนกระทบธุรกิจทั้งโดยตรง อย่างเกษตรกรหรือผู้คนในพื้นที่เปราะบาง กับกระทบทางอ้อม ส่งผลต่อทุกคนที่อยู่ใน Ecosystem เดียวกันทีละเล็กละน้อย จนบางทีเราไม่สามารถเชื่อมโยงมันได้ โลกมันก็ยังคงร้อนของมันต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รอให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นก่อน

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ BUBBLE ของเราถึงได้เริ่มต้นธุรกิจด้วย Operation แบบ Eco-Centrict ตั้งแต่แรก เพราะเราเองก็ไม่ได้อยากจะไปเดิมพันกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะมีภัยอะไรเกิดขึ้นมาหนักแค่ไหนอีก ถ้าเราเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่พอจะช่วยยับยั้งความแปรปรวนของโลกได้ เราก็ไม่ลังเลครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า