อัปเดตสถานการณ์ภาวะโลกร้อน(หรือโลกเดือด) ล่าสุดในปี 2026 ที่ชาวโลกควรรู้ ถ้าพูดถึง “โลกเดือด” (Global Boiling) — คำที่ António Guterres เลขาธิการ UN โยนออกมาในปี 2023 เพื่อบอกว่ามันเลยขั้น “โลกร้อน” ไปแล้ว — คุณอาจจะรู้สึกว่า โอเค ฉันรู้แล้ว มันร้อน ฉันเข้าใจ แล้วก็ลืมมันไป
แต่ตอนนี้ปี 2026 ข้อมูลล่าสุดที่ออกมาต้นปีนี้ ตัวเลขก็ยังบอกชัดเจนว่า เดือดแล้ว เดือดอยู่ เดือดต่อ ไม่รอความวุ่นวายทางการเมืองของชาวโลก
11 ปีที่ร้อนที่สุด ใน 11 ปีล่าสุดพอดี
ปี 2015–2025 ทั้ง 11 ปีนั้น เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกอุณหภูมิโลก (ตั้งแต่ปี 1850) ทั้งหมดเลย ไม่มีปีไหนในนั้นที่ “ปกติ” #1 ปี 2024 — ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ #2 ปี 2025 — ร้อนเป็นอันดับสองเท่าที่มีการบันทึก +1.44°C คืออุณหภูมิเฉลี่ยโลกปี 2025 คือเส้นที่ตกลงกันไว้ในสนธิสัญญาปารีส (Paris Agreement) ที่เราพยายามไม่ข้ามคือ 1.5°C นั้น ตอนนี้เหลือระยะห่างแค่ 0.06°C เท่านั้น อธิบายง่ายๆ ลองนึกภาพว่าเราตั้งเส้นชักเย่อไว้ว่าอย่าข้ามเส้นนี้ แล้วตอนนี้ปลายเชือกมันอยู่ห่างจากเส้นแค่ความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ — นั่นแหละคือสถานการณ์ตอนนี้
แล้วปี 2026 นี้ จะเบาลงไหม?
ข่าวดีก็มี ปีนี้น่าจะเย็นลงนิดหน่อยเมื่อเทียบกับ 2024 เพราะเราอยู่ในช่วง La Niña (กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ช่วยลดอุณหภูมิชั่วคราว) นักวิทยาศาสตร์จาก Berkeley Earth คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับที่ 4 โดยประมาณ
แต่ข่าวร้ายคือ “เย็นลง” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าโอเค มันแค่หมายความว่าเราก้าวถอยหลังจากจุดสูงสุดนิดเดียว แล้วก็เตรียมพุ่งขึ้นไปใหม่ เพราะหลายโมเดลพยากรณ์ว่า El Niño (กระแสน้ำอุ่น) จะกลับมาในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งอาจพาให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดใหม่ในทันที
“สามปีที่ผ่านมา 2023, 2024, 2025 บ่งบอกถึงการเร่งความเร็วของภาวะโลกร้อน — ไม่ใช่แนวโน้มเชิงเส้นตรงที่เคยมีมา 50 ปีก่อน” — Robert Rohde นักวิทยาศาสตร์หัวหน้าทีม Berkeley Earth
มหาสมุทรก็ไม่ได้ดีขึ้น
ส่วนที่หลายคนมักมองข้ามคืออุณหภูมิของมหาสมุทร เพราะมันไม่ได้ส่งผลต่อเรา “โดยตรง” แบบที่ความร้อนในอากาศทำ แต่จริงๆ แล้วมหาสมุทรดูดซับความร้อนมากกว่า 90% ของพลังงานส่วนเกินที่ก๊าซเรือนกระจกกักไว้
ปี 2025 เป็นปีที่มหาสมุทรร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และการเพิ่มขึ้นของความร้อนในมหาสมุทรในรอบปีเดียวกันนี้ถือว่าสูงมากที่สุดปีหนึ่งที่เคยบันทึกมา เรากำลังพูดถึงพลังงานมหาศาลที่ถูกดูดซึมไว้และจะค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาในรูปของพายุ, การละลายของน้ำแข็ง และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
และนอกจากนั้น ระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นต่อเนื่อง น้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งทั่วโลกสูญเสียปริมาณรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 น้ำแข็งอาร์กติกฤดูหนาวก็ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
สหรัฐอเมริกา โนสน โนแคร์ แล้วไงต่อ?
นี่คือส่วนที่ทำให้นักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกปวดหัวที่สุดในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่ประกาศถอนตัวออกจาก UNFCCC ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ทุกประเทศในโลกลงนาม (รวม 195 ประเทศ) มาตั้งแต่ปี 1992 และเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตมาโดยตลอด
แต่โลกก็ยังเดินหน้าต่อ จีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีเจรจาสภาพอากาศ ผลการประชุม COP30 แม้จะถูกวิจารณ์ว่า “ไม่ทะเยอทะยานพอ” แต่ก็ยังผ่านออกมาได้ และ 70% ของการเพิ่มขึ้นในความต้องการพลังงานโลกในปี 2024 มาจากพลังงานหมุนเวียน
แล้วเราในฐานะคนธรรมดาทำอะไรได้?
คำถามนี้ฟังดูคุ้นหู แต่มักจบลงที่ “ลดถุงพลาสติก ปิดไฟ” ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ในยุคที่การเมืองโลกกำลังดึงกันไปคนละทิศนี้ บางสิ่งที่สำคัญกว่าคือ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกหมดหวังเรื่องสภาพอากาศ ทำให้เราไม่ทำอะไรเลย เพราะมันจะยิ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการยับยีั้งโลกเดือด มันง่ายกว่าที่จะรู้สึกว่า “มันใหญ่เกินไปแล้ว ฉันทำอะไรไม่ได้” แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงมักเกิดจากการสะสมของการสิ่งเล็กๆ จำนวนมาก
สิ่งที่ทำได้ในปี 2026 ที่ impact จริงๆ: เลือกผู้แทนที่เอาจริงเรื่องสิ่งแวดล้อม, สนับสนุนธุรกิจที่มี carbon commitment ที่วัดผลได้ (ไม่ใช่แค่ greenwashing), พูดถึงเรื่องนี้ในวงสนทนาปกติ ไม่ใช่เก็บไว้เป็นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ที่คุยกันเฉพาะในวันสิ่งแวดล้อมโลก
สรุปโลกยังเดือดอยู่จ้า แค่เดือดช้าลงนิดนึงในปี 2026 เพราะ La Niña ก่อนที่จะพุ่งขึ้นอีกรอบในปีหน้า สิ่งที่น่ากังวลกว่าอุณหภูมิปีนี้คือแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปได้อีกจนข้ามเส้นที่เรากำหนดไว้ เพราะผลของมันจะส่งผลต่อพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก
